นักบริหารระดับสูงเพื่อการสร้างชาติ EEC (นสช. EEC)

ความสำคัญ

โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เป็นแผนยุทธศาสตร์ภายใต้ ไทยแลนด์ 4.0 ด้วยการพัฒนาเชิงพื้นที่ที่ต่อยอดความสำเร็จมาจากโครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออกหรือ Eastern Seaboard ซึ่งดำเนินมาตลอดกว่า 30 ปีที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายหลักในการเติมเต็มภาพรวมในการส่งเสริมการลงทุนซึ่งจะเป็นการยกระดับอุตสาหกรรมของประเทศเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและทำให้เศรษฐกิจของไทยเติบโตได้ในระยะยาว โดยในระยะแรกจะเป็นการยกระดับพื้นที่ในเขต 3 จังหวัดคือ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ให้เป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเพื่อรองรับการขับเคลื่อน เศรษฐกิจอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพผ่านกลไกการบริหารจัดการภายใต้การกำกับดูแลของ คณะกรรมการนโยบายพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกโดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน การพัฒนาพื้นที่ 3 จังหวัดเป้าหมายนี้ยังส่งผลกระจายการพัฒนาเชื่อมโยงไปยังจังหวัดรอบข้างในภาคตะวันออกที่เหลือคือ ปราจีนบุรี จันทบุรี ตราด และสระแก้วด้วย

การขับเคลื่อนพื้นที่เป้าหมายให้เกิดการพัฒนาอย่างครบถ้วน สมดุลย์ ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องดึงพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วนของพื้นที่ อันได้แก่ หนึ่ง ภาครัฐกิจ ผู้ทำหน้าที่กำหนดนโยบาย กฎหมาย และการบังคับใช้ รวมทั้งการกำกับดูแลสังคมให้อยู่ในระบบระเบียบ และการจัดบริการสาธารณะที่จำเป็นต่อการดำรงชีพของประชาชน สอง ภาคธุรกิจ ทำหน้าที่ผลิตสินค้าและบริการเพื่อตอบสนองความจำเป็นและความต้องการด้านอุปโภคบริโภคของประชาชน แหล่งการสร้างงานสร้างรายได้ให้กับคนในสังคม สร้างนวัตกรรมที่ช่วยให้ชีวิตของผู้คนดีขึ้น และสาม ภาคประชากิจหรือภาคสังคม ทำหน้าที่ช่วยเหลือบรรเทาความทุกข์ร้อนของประชาชน โดยเฉพาะในเรื่องที่ภาครัฐยังไม่อาจตอบสนองความต้องการของประชาชนได้เต็มที่ รวมทั้งการเสริมความเข้มแข็งของประชาชนโดยการช่วยพัฒนาทักษะ ความรู้ ความสามารถของประชาชน เช่น การฝึกอาชีพ การอบรมให้ความรู้เรื่องการป้องกันภัย ฯลฯ ตลอดจนการติดตามดูแลการทำงานของภาครัฐและภาคเอกชน ไม่ให้สร้างความเดือดร้อนหรือความไม่เป็นธรรมกับประชาชน การทำให้พื้นที่ EEC และภาคตะวันออกพัฒนาได้อย่างสมดุล จำเป็นที่ทั้ง 3 ภาคต้องมีความเข้มแข็ง และทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิผล ช่วยผสานจุดแข็งและเติมเต็มจุดอ่อนของกันและกัน

เงื่อนไขสำคัญของการสร้างภาคส่วนที่เข้มแข็งคือ การสร้างผู้นำที่มีขีดความสามารถสูงให้เกิดในทุกภาคส่วน โดยเฉพาะผู้นำที่เข้าใจความเปลี่ยนแปลงของภูมิภาค ประเทศ และโลกในอนาคต สามารถริเริ่มสร้างสรรค์ บริหาร และพัฒนาองค์กรให้เติบโตเข้มแข็งพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงได้อย่างมั่นคง รวมทั้งสามารถทำงานร่วมกับภาคส่วนอื่นเพื่อช่วยพัฒนาประเทศให้เติบโตอย่างมั่นคง ยั่งยืน พร้อมก้าวสู่อนาคตอย่างมั่นใจ ด้วยเหตุนี้ สถาบันการสร้างชาติ (Nation-Building Institute – NBI) จึงได้ร่วมกับภาคีจากภาครัฐ เอกชน และภาคสังคม จัดหลักสูตร “นักบริหารระดับสูงเพื่อการสร้างชาติ EEC” สำหรับภาคตะวันออกโดยเฉพาะ หลักสูตรมุ่งจัดการเรียนรู้ในรูปแบบที่ช่วยเสริมสร้างความเป็นผู้นำของผู้เรียน สร้างผู้เรียนให้เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง (Change maker) ไปช่วยสร้างชาติในบทบาทที่เหมาะสมกับศักยภาพของแต่ละคน เพื่อพร้อมนำประเทศไทยก้าวสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วต่อไป

วัตถุประสงค์ของหลักสูตร

  1. เพื่อพัฒนาผู้นำในภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน/ภาคสังคมที่มุ่งมั่นทำงานเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม ยึดมั่นในคุณธรรม มีจริยธรรม เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ
  2. เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดความคิด (Mindset) ที่เปิดกว้าง เข้าใจความเปลี่ยนแปลง มองอนาคต คิดเชิงรุก กล้าทำสิ่งใหม่ ในบริบทการพัฒนาพื้นที่ EEC
  3. เพื่อเพิ่มเติมความรอบรู้ในศาสตร์สมัยใหม่ที่จำเป็นต่อการพัฒนาตนเอง การบริหารองค์กร และการจัดการเชิงพื้นที่ให้พัฒนาสู่อนาคต
  4. เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการนำ (Leadership) และการบริหาร (Management) นำสู่การพัฒนาศักยภาพของตนเองให้เกิดประโยชน์สูงสุด 
  5. เพื่อให้เกิดกระบวนการกลุ่มของผู้บริหารระดับสูงในภาคส่วนทั้ง 3 มาร่วมกันพิจารณาหาทางพัฒนาจังหวัดและพื้นที่แบบบูรณาการทุกภาคส่วน ด้วยการบริหารงานสมัยใหม่ และกระตุ้นให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในประเทศไทยได้

ขีดสมรรถนะ (Competency) ของผู้เรียนหลังจากสำเร็จการศึกษา

  1. สามารถกำหนดเป้าหมายและตัดสินใจเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม
  2. รับรู้ เข้าใจ ในข้อเท็จจริงของความเปลี่ยนแปลงต่างๆ องพื้นที่ EEC ที่จะเกิดในอนาคตได้อย่างลึกซึ้ง ไม่ใช่เพียงผิวเผิน และสามารถจัดการได้อย่างตรงจุดตรงประเด็น
  3. คิดอย่างเป็นระบบแล้วเชื่อมโยงสู่กลยุทธ์และการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมได้
  4. คิดแบบรอบด้านเพื่อตัดสินใจและแก้ไขปัญหาในเชิงลึกได้อย่างแม่นยำ
  5. ริเริ่มสร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่เป็นประโยชน์ต่อองค์กรและประเทศ
  6. สามารถนำผู้อื่นและองค์กร และการส่งผ่านพลังทางบวกต่อคนรอบข้างให้ยินดีร่วมกันทำงานมุ่งสู่ความสำเร็จร่วมกันได้

คุณสมบัติของผู้เข้าเรียน

เป็นผู้บริหารปัจจุบันหรืออดีตผู้บริหารในหน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน ภาคธุรกิจเอกชน หน่วยงานภาคสังคม มูลนิธิ องค์กรการกุศล องค์กรระหว่างประเทศ โดยครอบคลุมกลุ่มต่าง ๆ ต่อไปนี้
    1. สมาชิกรัฐสภา ข้าราชการการเมือง ข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมือง
    2. ข้าราชการพลเรือนในส่วนภูมิภาค
    3. ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในตำแหน่งนายก สมาชิกสภา หรือปลัด
    4. ข้าราชการพลเรือนในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
    5. นายทหารหรือนายตำรวจที่เป็นผู้บริหารหน่วยงานระดับจังภาคหรือจังหวัด
    6. ผู้บริหารจากมหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชน ข้าราชการพลเรือน หรือพนักงานในสถาบันอุดมศึกษาซึ่งดำรงตำแหน่งหรือเคยดำรงตำแหน่งบริหาร
    7. ผู้บริหารระดับสูงขององค์กรพัฒนาเอกชน มูลนิธิ สมาคม องค์กรไม่แสวงกำไร กิจการวิสาหกิจเพื่อสังคม
    8. ผู้ประกอบกิจการ ผู้บริหารระดับสูงของกิจการ ภาคเอกชน และสื่อมวลชน มีอายุไม่ต่ำกว่า 35 ปี (นับจนถึงวันหมดเขตรับสมัคร)
    9. เป็นบุคคลที่คณะกรรมการหลักสูตรมีมติเห็นสมควรให้เข้ารับการศึกษาอบรม

เนื้อหาของหลักสูตร

หลักสูตรนี้ถูกออกแบบให้ผสมผสานระหว่างการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในเรื่องพลวัตการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ EEC และภาคตะวันออก ที่เชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงระดับประเทศและโลกในอนาคต ทั้งในระดับโลก ภูมิภาค และประเทศ ให้ผู้เรียนได้พัฒนาภาวะการเป็นผู้นำ ภาคการบริหาร การกำหนดและบริหารยุทธศาสตร์การพัฒนาองค์กรสมัยใหม่ บนฐานของหลักคิดในเชิงคุณธรรมจริยธรรม เพื่อให้เป็นผู้ขับเคลื่อนให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในทางสร้างสรรค์ ร่วมกับการศึกษาดูงานหน่วยงานที่สร้างผลกระทบความเปลี่ยนแปลง (Impact) ในระดับประเทศและระหว่างระหว่างประเทศ

หลักสูตรการเรียนรู้ทั้งหมด 5 ส่วน ประกอบด้วย

1. การปฐมนิเทศและกิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ “พบเพื่อนใหม่”
ผู้เข้าเรียนในหลักสูตรทุกคนต้องเข้าร่วมการปฐมนิเทศและกิจกรรม “ค่ายสานสัมพันธ์” ซึ่งจะจัดขึ้นเป็นเวลา 2 วัน 1 คืน โดยมีทั้งกิจกรรมวิชาการ กิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ กิจกรรมสันทนาการ เพื่อให้ผู้เรียนได้เข้าใจวัตถุประสงค์และกระบวนการเรียนรู้ตลอดหลักสูตร รวมทั้งเป็นโอกาสสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างสมาชิกในรุ่นด้วย

2. การเรียนรู้ภาควิชาการในชั้นเรียน

เป็นการบรรยายโดยผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานภายในและต่างประเทศ แบ่งช่วงเวลาการเรียนดังนี้

    • ลงทะเบียน เวลา 12.45 - 13.00 น.
    • ช่วงที่ 1 เวลา 13.00 - 15.30 น.
    • พักเบรก เวลา 15.30 - 16.00 น.
    • ช่วงที่ 2 เวลา 16.00 - 18.00 น.
    • ช่วงเวลา 18.00 - 21.00 น. อาหารเย็นและกิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์สังสรรค์ประจำสัปดาห์

    3. การเรียนรู้นอกชั้นเรียน
    การเรียนรู้นอกชั้นเรียนเป็นองค์ประกอบสำคัญของหลักสูตรนี้ เพราะนอกจากจะช่วยเปิดโลกทัศน์ของผู้เรียนแล้ว ยังช่วยให้ผู้เรียนได้เชื่อมโยงสิ่งที่ได้เรียนรู้ในชั้นเรียนกับการปฏิบัติจริงด้วย ทั้งนี้ กำหนดการเรียนรู้แบ่งเป็น 2 ส่วนคือ

    3.1 การเรียนรู้ดูงานภายในประเทศ
    เป็นการจัดการศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ เอกชน ภาคสังคม หรือหน่วยงานระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่ภายในประเทศ ที่มีตัวอย่างการทำงานที่ก่อให้เกิดผลกระทบความเปลี่ยนแปลง (Impact) ในทางบวกกับพื้นที่ EEC และประเทศ เพื่อให้ผู้เรียนได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความเห็นและประสบการณ์กับวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิในหน่วยงานที่ไปเยี่ยมศึกษา โดยผู้เรียนจะได้สังเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการศึกษาดูงานกับความรู้จากการเรียนภาควิชาการในชั้นเรียน

    3.2 การเรียนรู้ดูงานในต่างประเทศ
    เป็นการเดินทางไปศึกษาดูงานการพัฒนาประเทศและพัฒนาองค์กรในด้านต่าง ๆ (นโยบายและการปฏิบัติในภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม) ในประเทศต้นแบบ (Best practice) ที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาภายใต้แนวเรื่อง (Theme) ที่กำหนดไว้สำหรับผู้เรียนแต่ละรุ่น เช่น เน้นเรื่องนวัตกรรม หรือเรื่องการสร้างมั่นคงด้านต่าง ๆ ของประเทศ (อาหาร พลังงาน ทรัพยากรธรรมชาติ สารสนเทศ) ฯลฯ ทั้งนี้ ผู้เรียนต้องส่งรายงานกลุ่มเกี่ยวกับสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการศึกษาดูงาน

    4. การจัดทำโครงการ Cap-Corner stone และเอกสารวิชาการรายบุคคลและกลุ่ม
    ผู้เรียนแต่ละกลุ่มจะร่วมกันพัฒนาโครงการที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงโดยมีระยะเวลาการศึกษา โดยที่โครงการจะต้องมีจุดมุ่งหมายช่วยส่งเสริมการพัฒนาประเทศหรือองค์กรในเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างเจาะจง เป็นเรื่องที่มีผลเพื่อส่วนรวม วัตถุประสงค์สำคัญคือการที่ผู้เรียนได้นำสิ่งที่เรียนรู้ไปประยุกต์ใช้จริง และลงมือปฏิบัติจริงด้วย แสดงให้เห็นการเชื่อมโยงและการประยุกต์ใช้สิ่งที่ได้เรียนรู้เอาไปปฏิบัติจริง ทั้งนี้ อาจเป็นโครงการที่ช่วยพัฒนางานเฉพาะภาครัฐ เฉพาะภาคเอกชน เฉพาะภาคสังคม หรือเป็นโครงการที่ดำเนินการในลักษณะของความร่วมมือข้ามภาคส่วนก็ได้ โดยเป็นการดำเนินการตามกระบวนการ Ideation-Implementation-Impact ซึ่งหลังจากทำโครงการเสร็จสิ้นแล้ว ผู้เรียนจะต้องทำการประเมินผลโครงการ ถอดบทเรียนที่ได้เรียนรู้ เพื่อนำเสนอผลการปฏิบัติจริงให้เพื่อนร่วมรุ่นได้เรียนรู้ด้วย
    ขณะเดียวกัน ผู้เรียนแต่ละกลุ่มจะต้องร่วมกันจัดทำเอกสารผลงานวิชาการของกลุ่ม ซึ่งประกอบด้วยผลงานวิชาการของสมาชิกแต่ละบุคคลในกลุ่ม โดยจัดทำขึ้นตามแนวทางการจัดทำเอกสารวิชาการของสถาบันการสร้างชาติ เมื่อนักศึกษาแต่ละคนได้จัดเอกสารวิชาการส่วนบุคคลของตนเองแล้ว ให้รวบรวมผลงานเป็นเอกสารวิชาการของกลุ่ม และจัดพิมพ์เป็นรูปเล่ม (หนังสือ) ที่พร้อมเผยแพร่ต่อสาธารณะและส่งให้กับสถาบันฯ ตามกำหนด

    5. การนำเสนอผลงานและปัจฉิมนิเทศ
    กำหนดการนำเสนอผลงานไว้ในสัปดาห์สุดท้ายของการเรียน โดย NBI จะเชิญผู้ทรงคุณวุฒิจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคสังคม เช่น นักวิชาการ นักบริหาร นักกิจกรรมสังคม ฯลฯ มาร่วมให้ความเห็น คำแนะนำกับผู้เรียนแต่ละกลุ่มในวันนำเสนอผลงานด้วย และมีการคัดเลือกและมอบรางวัลเอกสารผลงานวิชาการดีเด่นประจำรุ่นด้วย

    ระยะเวลาเรียนและสถานที่

    • การเรียนกำหนดระยะเวลา 4 เดือน
    • ทุกวันพฤหัสบดีเวลา 12.45 – 18.00 น. ภาควิชาการ และเวลา 18.00-21.00 น. อาหารเย็นและสังสรรค์
    • สถานที่จัดการเรียน คือ โรงแรมโนโวเทลสตาร์คอนเวนชั่น จังหวัดระยอง

    เงื่อนไขการสำเร็จการศึกษา

        นักศึกษาที่จะสำเร็จการศึกษาได้จะต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้

    1. ต้องมีเวลาเรียนในชั้นเรียนไม่น้อยกว่า ร้อยละ 80 ของเวลาเรียนทั้งหมด
    2. ต้องมีส่วนร่วมในกิจกรรมทุกกิจกรรมตลอดหลักสูตร (การปฐมนิเทศ – การเรียนภาควิชาการ – ศึกษาดูงานภายในประเทศ – นำเสนอผลงานโครงการ – ปัจฉิมนิเทศ)
    3. ต้องได้รับการประเมิน “ผ่าน” ในการจัดทำเอกสารรายงานต่าง ๆ และการนำเสนอผลงานกลุ่ม
    4. ต้องไม่ดำเนินการใด ๆ ที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียชื่อเสียงของสถาบันการสร้างชาติ

    ประกาศนียบัตรและเข็มวิทยฐานะที่จะได้รับ

    ผู้ที่สำเร็จการศึกษาจะได้ประกาศนียบัตรและเข็มแสดงวิทยฐานะระดับประกาศนียบัตรจาก สถาบันการสร้างชาติ

    สิทธิพิเศษที่ผู้เรียนจะได้รับหลังสำเร็จการศึกษา

    หลังสำเร็จการเรียนรู้จากหลักสูตรแล้ว ผู้เรียนจะได้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของสมาคมศิษย์เก่าสถาบันการสร้างชาติ (NBI Alumni) โดยอัตโนมัติ ซึ่งจะมีสิทธิพิเศษดังนี้

    1. สิทธิพิเศษในการได้รับพิจารณาอันดับต้น (Priority) หากต้องการเข้าเรียนในหลักสูตรอื่นของ NBI ในอนาคต
    2. สิทธิเข้าร่วมเป็นสมาชิกชมรม NBI
    3. สิทธิเข้าร่วมกิจกรรมพิเศษที่ NBI จัดขึ้น เช่น Dinner Talk, Special Lecture ของผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติจากต่างประเทศ ส่วนลดค่าบัตรเข้าร่วมงาน งานกอล์ฟการกุศล
    4. เข้าร่วมกิจกรรมสานสัมพันธ์เพื่อการพัฒนาประเทศของนักศึกษารุ่นต่าง ๆ ของสถาบัน เพื่อช่วยขยายเครือข่ายผู้มีความตั้งใจพัฒนาประเทศ

    ติดต่อ

    สถาบันการสร้างชาติ
    Nation-Building Institute (NBI)
    เลขที่ 87/110 อาคารโมเดอร์นทาวน์ ชั้น 14
    ซอยเอกมัย 3 ถนนสุขุมวิท 63
    แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา
    กรุงเทพฯ 10110
    โทร: 0 27117474 , 097 050 8791
    แฟกซ์: 0 2382 1565
    อีเมล์: info@nbi.in.th