ผู้นำการประกอบการ Wellness เพื่อการสร้างชาติ (นสช.Wellness) รุ่นที่ 1

ความสำคัญ

ประการสำคัญยิ่งคือ ธุรกิจที่เกี่ยวกับเรื่อง Wellness กำลังเติบโตทั่วโลกเช่น ธุรกิจออกกำลังกาย การให้คำปรึกษาทางด้านสุขภาพกาย/ ใจ ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพ และ Wellness Tourism มีการคาดการณ์ว่าจะขยายตัวจาก 19 ล้านล้านเหรียญ ในปี 2015 เป็น 27 ล้านล้านเหรียญ ในปี 2020 หรือเท่ากับขยายตัวร้อยละ 7 ต่อปี ตั้งแต่ปี 2015 – 2020 โดยเฉพาะเมื่อเกิดผลกระทบจาก Covid-19 ยิ่งทำให้ความต้องการบริการและผลิตภัณฑ์ด้าน Wellness ขยายตัวทั่วโลก ขณะที่ นักท่องเที่ยวกลุ่ม Wellnessใช้จ่ายมากกว่านักท่องเที่ยวทั่วไป ร้อยละ 61 เนื่องจากเป็นนักท่องเที่ยวที่มีความสามารถในการจ่ายสูง นักท่องเที่ยว Luxury ใช้จ่ายมากกว่านักท่องเที่ยวประเภทอื่น 130% และมาท่องเที่ยวพักผ่อนในเวลาที่ยาวนานกว่า โดยการเติบโตของนักท่องเที่ยวกลุ่ม Luxury ในไทยเติบโตถึง 18%

ทิศทางดังกล่าวนับเป็นโอกาสสำคัญยิ่งของประเทศไทย เพราะเป็นทิศทางที่สอดคล้องกับจุดแข็งของประเทศไทยในด้านบริการด้านความงามและการดูแลสุขภาพของไทย ซึ่งมีพื้นฐานที่เข้มแข็งมาก ซึ่งหากพิจารณาจากการที่ประเทศไทยมีทรัพยากรด้านสุขภาพที่มีคุณภาพจำนวนมาก ทั้งธรรมชาติ อาหารไทย การแพทย์แผนไทย วัฒนธรรมไทย หรือ สมุนไพรไทย โดยประเทศไทยมีพืชสมุนไพรที่รู้จักสรรพคุณและใช้ประโยชน์กว่า 1,800 ชนิด แต่มีเพียง 300 ชนิดที่เป็นวัตถุดิบสมุนไพรที่จำหน่ายในท้องตลาด ยังมีโอกาสขยายเพิ่มเติมพืชชนิดอื่นได้อีกมาก ในส่วนของตลาดส่งออกสมุนไพรและผลิตภัณฑ์ของไทยไม่ต่ำกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งยังขยายได้อีกมากเช่นกัน สิ่งเหล่านี้ ไม่เพียงแต่จะเอื้อต่อการให้บริการท่องเที่ยวเพื่อความงามและสุขภาพ หากยังเป็นปัจจัยที่ช่วยดึงดูดให้นักท่องเที่ยวมาเที่ยวในประเทศไทยเพื่อประโยชน์ด้านอื่นนอกจากการเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวอย่างเดียว

หากพิจารณาเจาะจงลงไปในบริการด้านการแพทย์และความงามแล้ว ประเทศไทยมีความได้เปรียบทางการแข่งขันระดับสูงมาก ดังจะเห็นได้จากการที่ประเทศไทยมีผู้ป่วยต่างชาติที่เข้ามารับบริการการแพทย์ถึง1.2 ล้านคน (ปี 2556) นับเป็นอันดับ 1 ด้าน Medical Hub ของโลก (Bloomberg 2013) เมื่อเปรียบเทียบในประเทศอาเซียนด้วยกัน ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพของอาเซียน โดยมีนักท่องเที่ยวเชิงการแพทย์มีสัดส่วน 38% ของภูมิภาค ด้วยตลาดมีแนวโน้มเติบโตราว 14% ต่อปี ประเทศไทยมีจำนวนโรงพยาบาลที่ได้รับมาตรฐาน JCI จำนวน 56 แห่ง (ปี 2560) ซึ่งมากเป็นอันดับ 4 ของโลก และโรงพยาบาลเอกชนของไทยติดอันดับ 1 ใน 10 สถานพยาบาลยอดเยี่ยมระดับโลกอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการให้บริการไม่สูงมากเมื่อเทียบกับประเทศยุโรป หรือสหรัฐอเมริกา หากพิจารณาเจาะจงในบริการด้านความงามและศัลยกรรมซึ่งเป็นสาขาที่มีสัดส่วนมากที่สุดในการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ พบว่า ประเทศไทยมีชื่อเสียงด้านศัลยกรรม เป็นอันดับ 8 ของโลก ชาวต่างชาติที่เข้ามาใช้บริการส่วนใหญ่จะเป็นบริการด้านตรวจสุขภาพ ศัลยกรรมกระดูกและข้อ ผ่าตัดหัวใจ ศัลยกรรมความงาม แปลงเพศ และทันตกรรม

ด้วยเหตุนี้ สถาบันการสร้างชาติ (Nation-Building Institute – NBI) เห็นว่าเรื่อง Wellness เป็นประเด็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญยิ่งต่อการสร้างชาติไทยให้ก้าวหน้าและสร้างคุณประโยชน์ที่มีคุณค่าสูงแก่ประชาชนชาวไทยและประชาคมโลก จำเป็นต้องมีการเตรียมบุคลากรในประเทศให้มีทั้งความรู้ ทักษะ ความสามารถในเรื่อง Wellness อย่างเป็นองค์รวม ครบถ้วนทุกมิติ ตลอดจนการขยายศักยภาพในเรื่องของภาวะการนำ ภาวะการบริหาร และภาวะคุณธรรมของการเห็นแก่ส่วนรวม ควบคู่กับความสามารถในการเป็นผู้ประกอบการที่สามารถริเริ่มสร้างสรรค์กิจการด้าน Wellness เพื่อสนับสนุนให้ประเทศไทยเคลื่อนไปสู่วิสัยทัศน์การเป็น “เมืองหลวง Wellness โลก” ทางสถาบันการสร้างชาติจึงได้ร่วมกับภาคีจากภาครัฐ เอกชน และภาคสังคม จัดหลักสูตร “ผู้นำการประกอบการ Wellness เพื่อการสร้างชาติ” มุ่งจัดการเรียนรู้ในรูปแบบที่ช่วยเสริมสร้างความเป็นผู้นำของผู้เรียน สร้างผู้เรียนให้เป็นผู้ประกอบการด้าน Wellness ไปช่วยสร้างชาติร่วมนำประเทศไทยก้าวสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วต่อไป

วัตถุประสงค์ของหลักสูตร

  1. เพื่อพัฒนาผู้นำในภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน/ ภาคสังคม ที่มุ่งมั่นทำงานเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม ยึดมั่นในคุณธรรม มีจริยธรรม เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ
  2. เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดความรอบรู้ ความเข้าใจครบถ้วน ความคิดเป็นระบบ มองเห็นอนาคต กล้าทำสิ่งใหม่ ในบริบทการพัฒนาเรื่อง Wellness ในระดับโลกและระดับประเทศ
  3. เพื่อเพิ่มเติมความรอบรู้ในศาสตร์สมัยใหม่ที่จำเป็นต่อการพัฒนาตนเอง การบริหารองค์กร และการริเริ่มกิจการด้าน Wellness
  4. เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการนำ (Leadership) และการบริหาร (Management) นำสู่การพัฒนาศักยภาพของตนเองให้เกิดประโยชน์สูงสุด
  5. เพื่อให้เกิดกระบวนการกลุ่มของผู้นำจากภาครัฐกิจ ธุรกิจ ประชากิจ ทั้ง 3 มาร่วมกันพิจารณาหาทางพัฒนาและขับเคลื่อนการเป็นเมืองหลวงของโลกด้าน Wellness แบบบูรณาการทุกภาคส่วน ด้วยการบริหารงานสมัยใหม่ และกระตุ้นให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในประเทศไทยได้

คุณสมบัติของผู้เข้าเรียน

เป็นผู้บริหารปัจจุบัน หรืออดีตผู้บริหารในหน่วยงานรัฐกิจ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน ภาคธุรกิจเอกชน หน่วยงานภาคสังคม มูลนิธิ องค์กรการกุศล สถาบันการศึกษา องค์กรศาสนา ผู้ประกอบกิจการ ผู้บริหารระดับสูงของกิจการภาคเอกชน และสื่อมวลชน ที่มีความสนใจประกอบกิจการด้าน Wellness

  1. ผู้บริหารระดับสูง (ระดับ 9 ขึ้นไปหรือเทียบเท่า) ของสถาบัน, องค์กร ในภาครัฐ หรือรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้อง
  2. ผู้ประกอบการ/ ผู้บริหารระดับสูง (มีประสบการณ์บริหารอย่างน้อย 5 ปี) ของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Wellness & Healthcare อาทิ Wellness Resort, Medical Spa, Wellness Tourism, โรงพยาบาล, คลีนิกเวชศาสตร์ชะลอวัย, คลีนิกความงาม, Health Tech, Insure Tech, Med Tech, Wellness Tech, Health Information System, ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Aging Society (Nursing home, Home Care, อุปกรณ์ช่วยเหลือคนชรา), อุตสาหกรรมยา, อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ (Medical Supply), การตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ (Medical Laboratory), อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อาหารเสริมและความงาม, เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ (Functional Drinks), การนวดไทย, วิทยากรโฮมีโอพาธีย์, การแพทย์แผนไทย, การแพทย์แผนจีน, การแพทย์แผนอินเดีย, การแพทย์ทางเลือกอื่น ๆ , Fitness, ธุรกิจประกันชีวิตและสุขภาพ เป็นต้น
  3. ผู้ประกอบการ/ ผู้บริหารระดับสูง (มีประสบการณ์บริหารอย่างน้อย 5 ปี) ที่สนใจจะทำธุรกิจหรือขยายธุรกิจให้เกี่ยวข้องกับ Wellness ในอนาคต
  4. ผู้นำหรือผู้บริหารในหน่วยงานภาคประชากิจ เช่น สถานศึกษา ศาสนสถาน สื่อมวลชน มูลนิธิ สมาคม
  5. ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีโครงการในพื้นที่เกี่ยวข้องกับ Wellness
  6. ผู้บริหารด้าน HR จากหน่วยงานรัฐหรือสถานประกอบการต่าง ๆ ที่ต้องการนำ Wellness ไปใช้ในการดูแลพนักงาน
  7. ผู้สนใจนำความรู้ Wellness เพื่อดูแลสุขภาพตนเองอย่างบูรณาการ
  8. เป็นบุคคลที่ทางคณะกรรมการเห็นควรเข้าร่วมหลักสูตรฯ และเป็นผู้ที่มีความพร้อมในการเข้าร่วมหลักสูตรฯ สามารถจัดสรรเวลาเพื่อร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ของหลักสูตรฯ ได้

    หมายเหตุ: การคัดเลือกผู้เข้าร่วมหลักสูตรฯ นี้ เป็นไปตามดุลยพินิจของคณะกรรมการคัดเลือกฯ ผลการคัดเลือกจากคณะกรรมการถือเป็นที่สิ้นสุด

หลักสูตรนี้เหมาะกับใคร

องค์ประกอบของหลักสูตร

หลักสูตรนี้ถูกออกแบบให้ผสมผสานระหว่างการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในเรื่องพลวัตการเปลี่ยนแปลงของโลกด้าน Wellness ที่เชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงระดับประเทศ เพื่อให้ผู้เรียนได้พัฒนาภาวะการเป็นผู้นำ ภาคการบริหาร การริเริ่มกิจการ หรือโครงการที่ส่งเสริมการทำให้ประเทศไทยเป็นเมืองหลวง Wellness ของโลกบนฐานของหลักคิดในเชิงคุณธรรมจริยธรรม เพื่อให้เป็นผู้ขับเคลื่อนให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในทางสร้างสรรค์ ร่วมกับการศึกษาดูงานหน่วยงานที่สร้างผลกระทบความเปลี่ยนแปลง (Impact) ในระดับประเทศและระหว่างประเทศ

1. การปฐมนิเทศและกิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์

ผู้เข้าเรียนในหลักสูตรทุกคนต้องเข้าร่วมการปฐมนิเทศและกิจกรรม “ค่ายสานสัมพันธ์” ซึ่งจะจัดขึ้นเป็นเวลา 2 วัน 1 คืน โดยมีทั้งกิจกรรมวิชาการ กิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ กิจกรรมสันทนาการ เพื่อให้ผู้เรียนได้เข้าใจวัตถุประสงค์และกระบวนการเรียนรู้ตลอดหลักสูตรฯ รวมทั้งเป็นโอกาสสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างสมาชิกในรุ่นด้วย

2. การเรียนรู้ภาควิชาการในชั้นเรียน

เป็นการบรรยายโดยผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานภายในและต่างประเทศ แบ่งช่วงเวลาการเรียนดังนี้
อาหารเที่ยง เวลา 11:30-12:45 น.
ช่วงที่ 1       เวลา 12:45-15:30 น.
พักเบรก      เวลา 15:30-16:00 น.
ช่วงที่ 2       เวลา 16:00-18:30 น.
ช่วงเวลา     18:30 – 21:00 น. อาหารเย็นและกิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์สังสรรค์ประจำสัปดาห์

3. การเรียนรู้นอกชั้นเรียน

การเรียนรู้นอกชั้นเรียนเป็นองค์ประกอบสำคัญของหลักสูตรนี้ เพราะนอกจากจะช่วยเปิดโลกทัศน์ของผู้เรียนแล้ว ยังช่วยให้ผู้เรียนได้เชื่อมโยงสิ่งที่ได้เรียนรู้ในชั้นเรียนกับการปฏิบัติจริงด้วย ทั้งนี้ กำหนดการเรียนรู้แบ่งเป็น 2 ส่วนคือ

3.1 การเรียนรู้ดูงานภายในประเทศ

เป็นการจัดการศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ เอกชน ภาคสังคม หรือหน่วยงานระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่ภายในประเทศ ที่มีตัวอย่างการทำงานที่ก่อให้เกิดผลกระทบความเปลี่ยนแปลง (Impact) ในทางบวกกับงานด้าน Wellness ของประเทศไทย เพื่อให้ผู้เรียนได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความเห็นและประสบการณ์กับวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิในหน่วยงานที่ไปเยี่ยมศึกษา โดยผู้เรียนจะได้สังเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการศึกษาดูงานกับความรู้จากการเรียนภาควิชาการในชั้นเรียน ทั้งนี้ ผู้เรียนต้องส่งรายงานกลุ่มเกี่ยวกับสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการศึกษาดูงาน

หน่วยงานที่เป็นจุดหมายในการดูงาน เช่น โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร / ศูนย์เวชศาสตร์ชะลอวัย (VitalLife) โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์อินเตอร์เนชั่นแนล / Huawei Technologies (Thailand) Co., Ltd. / The Forestias / รามา - ธนารักษ์ Senior Complex Project / Panacee Medical Center / RAKxa Integrative Wellness and Medical Retreat ฯลฯ
    
3.2 การเรียนรู้ดูงานในต่างประเทศ

เป็นการเดินทางไปศึกษาดูงานการพัฒนาประเทศและพัฒนาองค์กรในด้านต่าง ๆ (นโยบายและการปฏิบัติในภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม) ในประเทศต้นแบบ (Best Practices) ที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาภายใต้แนวเรื่อง (Theme) ที่สนับสนุนส่งเสริมการเป็น Wellness Hub ของประเทศไทย ทั้งนี้ ผู้เรียนต้องส่งรายงานกลุ่มเกี่ยวกับสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการศึกษาดูงาน
    
4. การจัดทำโครงการ Cap-Corner Stone และเอกสารวิชาการรายบุคคลและกลุ่ม

ผู้เรียนแต่ละกลุ่มจะร่วมกันพัฒนาโครงการที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง โดยที่โครงการจะต้องมีจุดมุ่งหมายช่วยส่งเสริมการพัฒนาประเทศหรือองค์กรในมิติใดมิติหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง Wellness อย่างเจาะจงในหน่วยงานภาครัฐกิจ (เช่น กระทรวง องค์กรปกครองท้องถิ่น ทหาร ตำรวจ องค์กรรัฐวิสาหกิจ) ภาคธุรกิจ (เช่น อาคารสำนักงาน สถานประกอบการ โรงงาน) ภาคประชากิจ (เช่น วัด มัสยิด โบสถ์ ศาสนสถาน โรงเรียน มหาวิทยาลัย สื่อมวลชน)
วัตถุประสงค์สำคัญ คือ การที่ผู้เรียนได้นำสิ่งที่เรียนรู้ไปประยุกต์ใช้จริง และลงมือปฏิบัติจริงด้วย แสดงให้เห็นการเชื่อมโยงและการประยุกต์ใช้สิ่งที่ได้เรียนรู้เอาไปปฏิบัติจริง ทั้งนี้ อาจเป็นโครงการที่ช่วยพัฒนางานเฉพาะภาครัฐ เฉพาะภาคเอกชน เฉพาะภาคสังคม หรือเป็นโครงการที่ดำเนินการในลักษณะของความร่วมมือข้ามภาคส่วนก็ได้ โดยเป็นการดำเนินการตามกระบวนการ 3I Model (Ideation – Implementation - Impact) ซึ่งหลังจากทำโครงการเสร็จสิ้นแล้ว ผู้เรียนจะต้องทำการประเมินผลโครงการ ถอดบทเรียนที่ได้เรียนรู้ เพื่อนำเสนอผลการปฏิบัติจริงให้เพื่อนร่วมรุ่นได้เรียนรู้ด้วย

ขณะเดียวกัน ผู้เรียนแต่ละกลุ่มจะต้องร่วมกันจัดทำเอกสารผลงานวิชาการของกลุ่ม ซึ่งประกอบด้วยผลงานวิชาการของสมาชิกแต่ละบุคคลในกลุ่ม โดยจัดทำขึ้นตามแนวทางการจัดทำเอกสารวิชาการของสถาบันการสร้างชาติ เมื่อนักศึกษาแต่ละคนได้จัดทำเอกสารวิชาการส่วนบุคคลของตนเองแล้ว ให้รวบรวมผลงานเป็นเอกสารวิชาการของกลุ่ม และจัดพิมพ์เป็นรูปเล่ม (หนังสือ) ที่พร้อมเผยแพร่ต่อสาธารณะและส่งให้กับสถาบันฯ ตามกำหนด

5. การนำเสนอผลงานและปัจฉิมนิเทศ

กำหนดการนำเสนอผลงานไว้ในสัปดาห์สุดท้ายของการเรียน โดยสถาบันการสร้างชาติจะเชิญผู้ทรงคุณวุฒิจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคสังคม เช่น นักวิชาการ นักบริหาร นักกิจกรรมสังคม ฯลฯ มาร่วมให้ความเห็น คำแนะนำกับผู้เรียนแต่ละกลุ่มในวันนำเสนอผลงานด้วย และมีการคัดเลือกและมอบรางวัลเอกสารผลงานวิชาการดีเด่นประจำรุ่นด้วย

เนื้อหาของหลักสูตร

ประกอบด้วยเนื้อหาทั้งหมด 4 Modules ได้แก่

Module 1: Nation-Building Strategies

  1. สถาบันการสร้างชาติกับ Concept 5 ด: ดี เด่น โดน ดัง ดาว
  2. หลักหมุดการสร้างชาติสู่ความอารยะ
  3. การสร้างชาติตามแนวทางของสถาบันการสร้างชาติ
  4. สังกัดเพื่อการสร้างชาติ
  5. โมเดลคนสร้างชาติ: รวมพล-ชุมชน-ขุนพล มนตรี ปฏิมัตต์
  6. นิสัยสร้างสุขในชุมชนสร้างชาติ
  7. สร้างชาติด้วยความรัก
  8. การรักษาอุดมการณ์สร้างชาติให้ยั่งยืนชั่วชีวิต
  9. อารยะสุข

Module 2: Leadership and Management

  1. ยุทธศาสตร์การสร้างชาติด้วย CCS
  2. AIMMI Model เพื่อใช้ศักยภาพชีวิตสูงสุด
  3. ภาวะการนำ ภาวะการบริหาร ภาวะคุณธรรมนำการสร้างชาติ
  4. บริหารตน และบริหารคน เพื่อการสร้างชาติ
  5. นวัตกรรมยุทธศาสตร์การออกแบบระบบ
  6. ศาสตร์และศิลป์การเป็นผู้นำเพื่อการสร้างชาติ
  7. สร้างทายาท (Successor) เพื่อการสร้างองค์กรและสร้างชาติยั่งยืน

Module 3: Entrepreneurship

  1. Business Model Design for Wellness Business   
  2. Innovation and Creativity for Wellness Business
  3. Design Thinking for Product and Service Development for Wellness Business
  4. Strategic Management for Wellness Business
  5. Customer - Centric Marketing Strategy for Wellness Business
  6. Managing Supply Chain and Logistics Performance for Wellness Business
  7. Business Finance for Wellness Business
  8. Business Law and Intellectual Property for Wellness Business

Module 4: Wellness

  1. Wellness and Nation-Building
  2. Physical Wellness
  3. Intellectual (Cognitive) Wellness
  4. Spiritual Wellness: Meditation, Moral, Ideological
  5. Psychological and Emotional Wellness
  6. External Wellness: Economic/ Social/ Political Wellness
  7. Wellness for Self - Care
  8. Wellness Exercise
  9. Wellness and Tourism
  10. Wellness and Technology
  11. Wellness and Technology: Case studies
  12. Digital Healthcare for Wellness
  13. SPA Wellness
  14. Longevity Medicine for Wellness
  15. Anti-aging & Rejuvenation Therapy for Wellness
  16. Longevity Genetic Tests and Intervention for Wellness
  17. Elderly Wellness
  18. Food Wellness   
  19. Traditional Chinese Medicine for Wellness
  20. Traditional Thai Medicine for Wellness

    (หมายเหตุ: เนื้อหาอาจมีการปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม)

ระยะเวลาเรียนและสถานที่เรียน

สัปดาห์ละ 1 วัน ทุกวันอังคาร
อาหารเที่ยง    เวลา 11:30-12:45 น.
ช่วงที่ 1    เวลา 12:45-15:30 น.
พักเบรก    เวลา 15:30-16:00 น.
ช่วงที่ 2    เวลา 16:00-18:30 น.
ช่วงเวลา 18:30 – 21:00 น. อาหารเย็นและกิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์สังสรรค์ประจำสัปดาห์
การเรียนกำหนดระยะเวลา 5 เดือน

เงื่อนไขการสำเร็จการศึกษา

นักศึกษาที่จะสำเร็จการศึกษาได้จะต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้

  1. ต้องมีเวลาเรียนในชั้นเรียนไม่น้อยกว่า ร้อยละ 80 ของเวลาเรียนทั้งหมด
  2. ต้องมีส่วนร่วมในกิจกรรมทุกกิจกรรมตลอดหลักสูตร (การปฐมนิเทศ – การเรียนภาควิชาการ – ศึกษาดูงานภายในประเทศ– นำเสนอผลงานโครงการ– ปัจฉิมนิเทศ)
  3. ต้องได้รับการประเมิน “ผ่าน” ในการจัดทำเอกสารรายงานต่าง ๆ และการนำเสนอผลงานกลุ่ม
  4. ต้องไม่ดำเนินการใด ๆ ที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียชื่อเสียงของสถาบันการสร้างชาติ

ประกาศนียบัตรและเข็มวิทยฐานะที่จะได้รับ

ผู้ที่สำเร็จการศึกษาจะได้ประกาศนียบัตรและเข็มแสดงวิทยฐานะระดับประกาศนียบัตรจาก สถาบันการสร้างชาติ

สิทธิพิเศษที่ผู้เรียนจะได้รับหลังสำเร็จการศึกษา

หลังสำเร็จการเรียนรู้จากหลักสูตรแล้ว ผู้เรียนจะได้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของสมาคมศิษย์เก่าสถาบันการสร้างชาติ (NBI Alumni) โดยอัตโนมัติ ซึ่งจะมีสิทธิพิเศษดังนี้

  1. สิทธิพิเศษในการได้รับพิจารณาอันดับต้น (Priority) หากต้องการเข้าเรียนในหลักสูตรอื่น ของสถาบันการสร้างชาติ ในอนาคต
  2. สิทธิเข้าร่วมเป็นสมาชิกชมรมสถาบันการสร้างชาติ
  3. สิทธิเข้าร่วมกิจกรรมพิเศษที่ สถาบันการสร้างชาติ  จัดขึ้น เช่น Dinner Talk, Special Lecture ของผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติจากต่างประเทศ ส่วนลดค่าบัตรเข้าร่วมงาน
  4. เข้าร่วมกิจกรรมสานสัมพันธ์เพื่อการพัฒนาประเทศของนักศึกษารุ่นต่าง ๆ ของสถาบันการสร้างชาติ เพื่อช่วยขยายเครือข่ายผู้ที่มีความตั้งใจพัฒนาประเทศ

ติดต่อ

สถาบันการสร้างชาติ
Nation - Building Institute (NBI)
เลขที่ 87/110 อาคารโมเดอร์นทาวน์ ชั้น 14
ซอยเอกมัย 3 ถนนสุขุมวิท 63
แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา
กรุงเทพฯ 10110
โทร: 0 2711 7474 แฟกซ์: 0 2382 1565
อีเมล์: info@nbi.in.th

กรอกรายละเอียดเพื่อสมัครหลักสูตร